until then…
February 11, 2008
พี่เอกคะ…
น้องยาคิดอะไรได้หลายอย่างนะ ในช่วงเวลาสองปีกว่า
ได้เจอสถานการณ์อะไรหลายอย่าง ที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ
สิ่งหนึ่งที่น้องยาได้เรียนรู้ก็คือ พี่เอกก็ยังจะเป็นพี่เอกอยู่ดี
ไม่มีใครเปลี่ยนใครได้
ตัวน้องยาเอง ที่พี่เอกว่าไว้หลายอย่าง ก็ยังคงเปลี่ยนได้ยาก แม้จะพยายามเท่าไหร่
หลายอย่างที่ยายังไม่เข้าใจ
และไม่คิดว่าพี่เอกจะพยายามทำให้เข้าใจด้วย
หลายอย่างที่ยาไม่รู้ เพราะพี่เอกกันไว้อีกโลก ไม่ให้ต้องรับรู้
จะด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะยาคงจะไม่เข้าใจ โตมากันคนละสังคม
หรือเพราะพี่เอกอยากจะมีโลกส่วนตัว ที่หวงไว้ไม่อยากให้ยาเข้าไป
หรือเป็นเพราะจะปกป้องไม่ให้ยาต้องรับรู้ แล้วจะเสียใจ
น้องยารู้ว่าเป็นเพราะน้องยาเป็นคนแบบนี้ด้วย พี่เอกเลยไม่อยากให้เข้าไปวุ่นวาย
ตรงเกินไปก็ไม่ดี แต่ถ้าอยู่กับยาแล้วพี่เอกตรงไม่ได้
ยาก็ว่ามันไม่ต่างอะไรกับคนไม่รู้จักกัน
อย่างนึงที่ยารู้ ก็คือ ยากลายเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย
กลายเป็นคนที่ตัวเองไม่อยากเป็น มันแย่เนอะ
ยารู้ว่าที่พี่เอกทำทุกอย่างให้ยา ก็พี่เศษแล้วสำหรับความเป็นเอกรินทร์
แต่ถึงตอนนี้ มันนานเกินกว่าจะหลอกตัวเองต่อไปได้ว่า
ยาจะไปกับพี่เอกต่อไปได้
เรื่องที่ไม่รู้และไม่เข้าใจมันมีมากเหลือเกิน
ช่วงว่างมันมาก จนเหลือแต่เรื่องที่ต้องเดาเอาเอง
พี่เอกบอกให้เชื่อใจ น้องยาก็เชื่อ จนถึงตอนนี้
แต่ว่าน้องยาเหนื่อยที่ได้รู้ว่า ต่อไปมันก็จะยังคงเป็นอย่างนี้ เพราะน้องยาอยู่ได้ ก็ต้องยอมรับสภาพนี้ต่อไป
น้องยาไม่แน่ใจอีกต่อไปแล้วว่าพี่เอกเห็นอนาคตเป็นยังไง
ถ้าคบยาไว้เพราะจะได้ใช้งาน ใว้ให้ช่วยเหลือกันกับอ้น
เรื่องนั้นไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงเลย
ยาคบกันอ้นเพราะอ้นเอง ไม่ใช่เพราะใคร
ที่เป็นอยู่ ก็เป็นอย่างนี้มาตลอด
ส่วนพี่เอก จะใช้อะไรก็ใช่ได้เลย ไม่ต้องเลี้ยงไว้เพราะกลัวจะไม่ทำให้
น้องยาไม่อยากให้พี่เอกต้องกลุ้มใจ
ไม่อยากให้เครียด ไม่อยากให้ต้องโกหก (รู้มัยว่าเวลาคนเราโกหก ร่างกายมันจะมีอาการเหมือนคนเครียด)
ยาไม่รู้ว่าจะคิดเข้าข้างตัวเองไปได้ถึงเมื่อไหร่
เพราะมันเริ่มจะหมดแล้วจริงๆ
เหนื่อย น้อยใจ เหงา เคว้ง
ความสุขมันก็มี แต่น่าเสียดาย ที่ความสุขของเรามันไม่ได้มีร่วมกัน
น้องยาเรื่องมากเนอะ
แต่ที่ผ่านมามัวแต่นั่งฝันกลางวันถึงพี่เอกคนที่เคยบอกว่าน้องยาเป็นสิ่งที่ดีในชีวิตก็คงไม่ได้แล้ว
เงือนไขชีวิตก็เปลี่ยนไป สถานะของตัวยาเองก็เปลี่ยนไปด้วย
คิดถึงตัวเองตอนที่ยังเป็นเด็กน้อย ไม่รู้อะไร
คิดถึงเวลาที่มีความสุข แบบสุขจริงๆโดยที่ไม่ต้องหลอกตัวเอง
ถึงจะปากแข็งว่าไม่คิดอะไร ไม่คาดหวัง
แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆ ก็ทำให้ยามีความสุขหรือทุกข์ได้แบบนี้
ยาว่ายาไม่ควรจะหลอกตัวเองต่อไป
ถ้าวันนี้ ยาจะตัดใจ
ให้พี่เอกเป็นพี่ชายอ้นเหมือนเดิม แล้วก็หยุดไว้แต่นั้น
ชีวิตเราสองคน คงดีขึ้นทั้งคู่นะคะ
แล้วก็คงจะอีกนาน กว่าเราจะได้เจอกัน
ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะเอกรินทร์ ขอโทษที่ทำให้ลำบากใจ ไม่ยอมไปซักที
เพิ่งจะเข้าใจอะไรจริงๆก็วันนี้เอง
น้องยา
26 – 26
September 24, 2007
:)

for those who remember,
and for those who forgot.
thank you for being part of my life,
thank you for giving life to it.
Ya
for
26 September 2007
me and the sea
September 17, 2007
:)
nice day out !
Bondi Beach
Sydney
15.09.07


สิ่งที่เรียกว่า โอกาส
September 12, 2007
เคยรู้สึกไหม ว่าเรารู้ว่าเราทำอะไรได้มากกว่านี้
ถ้าให้เราได้ลองทำ เราจะทำอะไรได้เยอะแยะ ทำอะไรบางอย่างได้ดี
และบางอย่างเราก็รู้ว่าเราจะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ถ้าได้ทำ
ประเด็นอยู่ตรงที่ เราได้มีโอกาสทำมันรึเปล่า
เราได้รับโอกาสให้แม้แต่จะทดลองมั้ย
หรืออย่างน้อยที่สุดเราได้รับการพิจารณาว่ามีความน่าจะเป็นที่จะทำได้หรือไม่
สิ่งเหล่านี้ คงเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับหลายๆคน
บางคนก็ท้อไปเลย แล้วก็พาลเชื่อว่า หรือว่าเราประมาณตัวเองไว้สูงเกินไป
บางที ก็อาจจะมีบ้าง ที่อยากโทษฟ้าดิน ว่าไม่เข้าข้างกันบ้างเลย
แต่สำหรับเรา หลังจากผ่านช่วงห่อเหี่ยว ขาดความมั่นใจ
แล้วได้มานั่งคิด มันก็ดีเหมือนกัน
รู้สึกได้เลยว่า ไอ้ EGO ตัวใหญ่ มันถูกกำหราบ
ให้เหลือแค่ ego แบบอมพะนำเท่านั้น
ให้ตัวเองได้คิดว่า ในโลกนี้ เราตัวนิดเดียว
เป็นแค่จุดเล็กๆในโลก ที่พอออกมาจากกะลาแคบๆของเราแล้ว
เราก็เป็นใครก็ไม่รู้ แล้วก็ต้องผ่านการทดสอบในที่ที่ไม่เคยมีเรา
แล้วเราอยากจะเป็นส่วนหนึ่งในนั้นให้ได้ ด้วยตัวของเราเอง
ถ้าอยากจะหยิ่ง ก็ต้องพยายามให้สุดๆ
แล้วก็ห้ามเหนื่อย ห้ามท้อ ห้ามบ่น
อดและทนเท่านั้น เป็นตัวเลือกเดียวที่มี
เราคิดว่าเราโชคดีนะ ที่ชีวิตนี้เคยได้รับโอกาส มาหลายครั้ง
โอกาสที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเราทำได้ และเมื่อเรายืนอยู่ตรงนั้นได้
มันก็เหมือนได้รับการยืนยันว่าเราไม่ได้หลอกตัวเอง
และสิ่งที่เราได้มา เราก็สมควรได้รับมันจากการกระทำของเราเอง
ณ เวลาที่รู้สึกว่าต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และรอคอยโอกาส
อีกทั้งพยายามสร้างโอกาสจากที่ไม่มีอะไร เป็นเวลาที่น่าทรมานใจ
แต่ในเวลาเดียวกันก็ดีเหมือนกัน
ที่เราจะได้เตือนตัวเองว่าในชีวิตนี้ไม่มีอะไรง่ายดาย
โอกาสที่ได้มา ซื้อหาไม่ได้
แต่ถ้ามาแล้วก็อยู่ที่ตัวเองว่าจะจัดการกับมันยังไง
และจะรักษามันไว้ได้มั้ย เท่านั้นเอง
เมื่อวานนี้หลังจากที่นั่งนึกเพลินๆถึงเรื่องของโอกาส
ก็ได้รับโทรศัพท์ให้ไปสัมภาษณ์งาน
ที่ไปสมัครงานร้านอาหาร แล้วเค้าบอกว่าคนยังเต็มอยู่
เราเลยขอทิ้ง resume เอาไว้
แล้วพี่เจ้าของร้านทำงานประจำอยู่ที่อื่นด้วย และกำลังขาดคน
เลยโทรมาลองคุยกับเราดู เพราะเห็นประวัติว่าเคยทำงานมาก่อน
แปลกดีเหมือนกัน :)
เหมือนกับว่าพอถึงเวลาที่เราเข้าใจแล้วว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากเวลาแบบนี้
เราก็ได้ก้าวต่ออีกก้าวนึง และมีอะไรให้ต้องเรียนรู้อีกต่อไป
:)
Alone and Lonely
August 26, 2007
ตลอดมาเคยคิดว่า Alone ไม่ได้มีความหมายอะไรกับคำว่า Lonely เท่าไหร่นัก
เพราะส่วนใหญ่ที่รู้สึก Lonely เหงาหงอย มักจะเป็นเหตุการณ์ในชีวิต
ตอนที่อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย
เหมือนกับว่าเราไม่ได้มีตัวตน หรือมันไม่ได้สำคัญเลยว่าตรงนั้นมันคือเราหรือเปล่า
เวลาแบบนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่า เออ นี่คือ “เหงา” ในแบบของเราล่ะ
ถึงช่วงนี้ของชีวิต เรากลับกลัวการอยู่คนเดียว
Alone เปล่าเปลี่ยว ในด้านจิตใจ
ความรู้สึกตอนนี้ ที่ว่า ชีวิตเป็นของเราคนเดียวว่ะ
มีแต่เราเท่านั้นที่จะพามันไปข้างหน้า
และมีแต่เราเท่านั้นที่เราต้องคิดถึงเพื่อจะพามันไปต่อ
มันทำให้รู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ
เหมือนมันเคว้งๆ ไม่มีอะไรให้คว้าไว้ หรือให้เราคิดถึง นอกเหนือไปจากตัวเอง
ความที่อยู่ต่างที่ และอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนไป
ทำให้เราอ่อนแอได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ มันน้อยเหลือเกิน
และที่แย่กว่านั้นคือความคิดที่อยากจะทำมันก็ไม่กระตือรือร้นเอาเสียเลย
สิ่งที่เราโพล่งออกมาในวันที่เหมือนจะรับมันไม่ไหว ว่า
“ไม่รู้แล้วว่าความสุขของยาอยู่ที่ไหน”
มันทำให้เราตกใจเหมือนกันว่า เออ ทำไมเราถึงรู้สึกเศร้ากับชีวิตถึงขนาดนั้น
ทั้งๆที่แต่ก่อนก็ดูจะมีความสุขตามอัตภาพ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เราก็อุ่นในใจแล้ว
หรือว่าเราทำให้ชีวิตเรายากไปเองโดยใช่เหตุ? มันก็น่าคิด
ตอนนี้ก็เหมือนอยู่ในช่วงฟื้นฟูจิตใจ
พยายามนั่งคิดอยู่ว่า เราทำอะไรอยู่ แล้วเราจะทำยังไงต่อกับชีวิต
พยามคิดอยู่ว่า กลับมาอยู่คนเดียว และชีวิตคนเดียวมันเคยเป็นสุขยังไง
ไม่อยาก Alone and Lonely แล้ววว…
อยากมีชีวิต Alone but Happy เสียทีน๊าเรา
:)
แผ่นดินอื่น
June 14, 2007
26 นี้ จะไปอยู่ที่อื่นอีกแล้วล่ะ
Sydney ในอีก 1 ปีข้างหน้า
นุชรียาประหนึ่งจะไปสร้าง Harlem ที่นั่น
มีเพื่อนมากมาย เหมือนอยู่แค่ต่างจังหวัด ไม่ใช่ประเทศอื่น
กบ B.O.R.E.D ก็ไป บะก็ไปแล้ว
เพื่อนก็อยู่นู่น … วิ้ว … แล้วจะได้เรียนไหมนี่ -_-”
มีความคิดดำริว่า อยากจะไปดูลาดเลา พาเอา so::on ไปเล่นที่นู่น
คิดว่าน่าจะสนุก
อยากไรก็ตาม คงต้องเร่งทำ portfolio ของค่ายให้เสร็จเสียก่อน
จะได้เอาไปขายได้ :)
ขณะนี้ อยู่ในระหว่างตระเตรียมข้าวของ
อีกทั้งยังว่างงาน แต่ก็ยังเป็นแบบโดนเรียกรายวันอยู่
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราก็เลยชีวจิตซะเลยช่วงนี้
เข้าคอร์สสุขภาพด้วยตนเอง
ฟิตๆไว้กอนที่จะไปเจออากาศหนาวๆ
Detox
พยายามกินอาหารสุขภาพ
จัดระบบขับถ่ายประจำวัน
รู้สึกดีน๊า…ดีจนอยากจะชวนเพื่อนมาเข้าคอร์สด้วยเลยล่ะ
อาทิตย์นี้จัดการธุระเรื่องวีซ่า และใดๆเสร็จสิ้นแล้ว
ค่อยยังชั่วหน่อย เหลือก็แต่รอวีซ่าออก ซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วก็เก็บของ
ร่ำลาเพื่อนๆ ด้วยความเฮฮา
มีเพื่อนถามว่า…
ยารู้สึกมั้ยว่า ทำไมไม่ค่อยได้อยู่กับที่เลย…
อยู่ได้แป๊บๆก็มีอันต้องไป ต้องไป อยู่เรื่อย…
อือ.. นั่นสินะ
ทำไม..
รู้แต่ว่า ชีวิตไม่ค่อยอยู่กับที่
ไม่ย้ายประเทศ ย้ายโรงเรียน ก็ย้ายบ้านอยู่อย่างนี้
จุ๊กๆจิ๊กๆแบบปีละ 2-3 หน
ความฝันที่อยากจะอยู่กับที่ ที่จะมีบ้านประจำ ที่มีของของเรา
หนังสือทั้งหมด(สมบัติ)ของเรา CD และอื่นๆ รวมกันอยู่ในที่เดียว
ดูเลือนรางมาก… เพราะไม่เคยเกิดขึ้นจริง..
กระจัดกระจายตลอดเลย…
นั่นสิ…
แล้วเมื่อไหร่ เราจะกลับมาเป็นชิ้นเดียว ไม่แตกกระจายและขาดวิ่นอยู่อย่างที่เป็น?
:)
เวลาเท่านั้นจะบอกได้
เพราะเราเองยังไม่รู้เลยว่าต้องทำยังไง
New Year in New York
February 25, 2007
ปี 2007 นี้ เริ่มต้นอยู่ที่ Virginia อเมริกา
เป็นสถานที่ที่ไม่ใช่บ้านเรา เป็นที่ที่เรามาอยู่อาศัย
ก็ขอพักพิงเจ้าของบ้านไป ในระหว่างที่เรามาทำธุระ
อยากจะบันทึก Trip นี้ไว้สั้นๆสักหน่อย
เนื่องจาก ออกจะเป็นทริปที่แปลกเอาการ
ตรงที่เราไม่ได้ถ่ายรูปเก็บไว้เลย ทั้งๆที่เอากล้องมา
เพียงเพราะปลั๊กใช้กันไม่ได้
ก็น่าแปลกใจว่าทำไมเราไม่ขนขวายที่จะหาซื้อ Adapter มาติดซะก็ไม่รู้
กลับทำเฉยๆไปซะอย่างงั้น
เหมือนกับว่า ไม่ค่อยอยากถ่ายรูปซักเท่าไหร่ด้วยล่ะมั้ง
… ก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกัน
1 มกราคม 2550
อยู่กับบ้านทั้งวัน
ตื่นเกือบสิบโมงเช้า
คิดว่าเข้าสู่สภาพปกติแล้ว จากการนั่งเครื่องบิน
ทั้งวันนั่งดูทีวี ดูหนังไปหลายเรื่อง ติดๆกัน
แล้ววันใหม่ของปี ก็ผ่านไปโดยที่ไม่ได้มี Resolution ใดๆสำหรับปี
แต่ก็แอบหวังนิดๆนะ ว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดี :)
2 มกราคม 2550
วันนี้ ได้ออกจากบ้านนิดนึง ไป Costco
ไปดูลาดเลาก่อน ยังไม่ได้ซื้ออะไร
เพราะแม่บอกว่าจะพาออกมาซื้อกันเองวันหลัง
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ แม่ยังไม่เคยเอารถออกไปขับเองซักครั้งเลย
อืม… เรามา ก็คงถึงเวลาลองดูซักที เพราะเกรงใจเค้า
ตอนเย็น ไปกินข้าวที่ Sweet Water แถวๆนั้น ก็อร่อยดี
เพียงแต่รู้สึกว่า อาหารมัน Rich มาจนกินเยอะๆไม่ลง
หวานจัด เค็มจัด มันจัด อะไรอย่างนั้น
กลับมาบ้าน ก็ดูหนัง อ่านหนังสือไปตามประสา
3 มกราคม 2550
ไป Costco อีกรอบ คราวนี้ซื้อของมาจริงๆละ
เยอะด้วย ก็ของฝาก วิตามิน อะไรประมาณนั้น
จากนั้นก็ไปซื้อของ มาทำกับข้าว
อาหารเย็นวันนี้ เราทำอาหารญี่ปุ่น ขอบคุณเจ้าของบ้าน
(เอาแรงงานเข้าแลก เพราะตอนจ่ายตังค์ แม่ก็จ่ายค่าซื้อของอยู่ดี)
กลับมาบ้าน เตรียมทำอาหาร
เมนูวันนี้ มี สลัดเนื้อ Tataki
กุ้ง และ ผัก Tempura
Soba เย็น
อาหารออกมาอร่อยใช้ได้ :) หน้าตาดูดีพอประมาณ
สรุปว่า ไม่ขายหน้าพอไปวัดไปวาได้นิดนึง
4 มกราคม 2550
วันนี้ได้ฤกษ์ แม่เอารถออก พาไป Ross
ได้กางเกงยีนส์มาหนึ่งตัว กับเสื้ออีกหนึ่งตัว ถูกดีชอบ
แต่ไม่ได้กระเป๋าเดินทาง อย่างที่หวังไว้ว่าจะฟลุ๊คอีก
อ่านหนังสือ ดู หนังไปตามเรื่องอีกเช่นเคย
อาหารเย็นวันนี้ คือ Dry-Aged Steak กับปลา Sea Bass Teriyaki
อร่อยดีเน้อ เนื้อปลาเป็นเลิศ เหมือนปลาหิมะเลย ละลายๆในปากคล้ายๆกัน
5 มกราคม 2550
วันนี้มีนัดไป Biometric Appointment สำหรับ Green Card
เลยขับรถไปกัน รถติดมาก เกือบไปสายแน่ะ
พอไปถึงก็ไม่มีอะไรมาก ได้ถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือ ซักพักก็เสร็จ
คนที่เป็นเจ้าหน้าที่เป็นคนฟิลิปินส์ทักว่าหน้าเหมือน Philipino เลยนะ
หุหุ… อายุเท่ากับลูกสาวเค้าซะด้วย
ตอนบ่ายก็อยู่บ้าน เล่นเนทไปตามเรื่อง
ดึกๆ พวกพี่กิต และพี่เมย์ (เพื่อนแม่ลักษณ์) มาจาก New York กัน
โดย China Town Bus เค้าไปรับกัน เราก็รออยู่ที่บ้าน
วันนี้ทำ เฝอไก่ ไว้รอ… ก็โอเคนะ ถึงเครื่องจะไม่ค่อยครบก็เถอะ : )
อ้อ มีส้มตำ Carrot ด้วย ก็อิ่มท้องไปตามๆกัน
6 มกราคม 2550
วันนี้ก็พยายาม Check ตารางรถ แต่คุยกับคนที่ China Town ไม่รู้เรื่อง … แป่ว
เลยต้องลองไปว่ารถหยุดที่ไหนบ้าง
โทรรบกวนให้พี่กอล์ฟไปรับ จริงๆแล้วเกรงใจมากๆ
แต่ไม่มีปัญญาขนกระเป๋าใบเท่าลูกช้างไปเองแน่ๆ
เลยต้องให้พี่กอล์ฟมารับ
ตอนออกมาเลยได้มาและที่ริมน้ำ และกินอาหารเที่ยงกันก่อน
อากาศเป็นใจ ไม่ค่อยหนาว เลยนั่งกันกลางแจ้งได้
สลัด Salmon ของเราอร่อยดี มีต้นหอมเส้นๆคัวโรย อร่อยไปอีกแบบ
จากนั้น เค้าก็ไปปล่อยเราที่ China Town ตอนประมาณบ่ายโมง
รอขึ้นรถบัสรอบบ่าย 2 โมง
ก็เดินทางโดยสวัสดิภาพดี ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงเอง
ลงที่หน้า Footaction ตรงถนน 43 แถวๆ Macy’s เลย
มาถึงเร็ว เลยต้องโทรบอกพี่กอล์ฟ แล้วก็ยืนรออยู่พักนึง
ทุลักทุเลลง subway กันมาจนได้
แถมยังมีคนใจดี ช่วยบอกทาง ช่วยยกกระเป๋า แล้วพาไปส่งถึงที่
… ปลื้มมาก… ใจดีจัง
มาถึงบ้าน หอบแฮ่กเล็กน้อย เพราะกระเป๋าหนักจริงๆเลย
พลัมทิ้งกุญแจไว้ให้ เข้าบ้าน เอาของมาเก็บ
แล้วก็ไปซื้อพิซซ่าแถวบ้านพี่กอล์ฟกัน (Thomas Pizza)
กลับมานั่งกิน พร้อมกับดูหนังเรื่อง Kinky Boots กัน
อิ่ม อร่อย หนังสนุกดี ตบท้ายด้วยไอติม Starbucks รสโปรด…
โอว… มีความสุข อิอิ
เดินกลับมาบ้าน แล้วก็เจอ JP แล้วก็เจอ พลัมตอนดึกๆ
แหม… ครอบครัวสุขสันต์ Once Again
อิอิ
Nada Sou Sou
February 19, 2007

ใช่สิ.. ไปดูมาแล้วสิ..
ก็ร้องไห้น่ะสิ… ถามได้… T-T น้ำตาไหลพราก…
ขนาดเพื่อนที่มาด้วยกันแซวว่าเอาผ้ามาเช็ดน้ำหมากเหรอยาย…
เราก็ยังไม่วาย น้ำตาไหลไม่หยุด
มันจี๊ดส่วนตัว…
แต่ดูแล้วก็รู้ว่าหลายๆคนคงไม่อิน
(แอบได้ยินเสียงคนข้างหลังนั่งหลับ…กรนด้วย -_-”)
แต่เราน่ะ ผ้าเช็ดหน้างี้ชุ่มเลย…
สงสารโยคุง… เค้าเหมือนหนุ่มเราหลายอย่างเลย…
ทำงานหนัก ไม่สนใจตัวเอง…
ไม่งุ้งงิ้งตามใจตัวเอง แต่จะให้หมดเลยกับคนที่อยากจะตามใจ
ทำอะไรจะทำให้ได้ แบบตั้งหน้าตั้งตาทำมากๆ
แต่ดูแล้วก็เสียใจ… ว่าทำไมเวลาอย่างตอนนี้ เราอยู่ข้างๆเค้าไม่ได้
….
กลับมาถึงบ้าน ทนไม่ไหว เลย SMS ไปหาเค้า… บอกไปว่า
“I just went to see a movie today &
I cried so hard because it made me think of you.
If you let me love you,
I believe we will be a family for each other.
Take good care na ka.”

เฮ้อ… ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะก็ไม่มีอะไรตอบมาตามเคย
บางทีน๊า…. มันก็ไม่ง่ายแค่ เธอรักชั้น ชั้นรักเธอ เลยจริงๆ
make over
February 7, 2007
เพิ่งจะรู้ว่า…เวลาเราลุกขึ้นมาแต่งตัวสวยประชดชีวิต
มันจะได้ผลทางจิตวิทยาเสมอ…
และนอกจากนั้นอาจจะพ่วงด้วย ผลทางไสยศาสตร์อีกด้วย!
เค้าคนนั้นติดต่อมาแล้วล่ะ
:)
แค่นี้ก็ยิ้มออกละ…
เรานี่เอาใจโคตรง่ายเลยว่ะ
เอ…หรือว่าใจง่ายกันแน่… ชักไม่มั่นใจ
:P
so::on-dry flower b.o.r.e.d duck unit = one event!
January 30, 2007
งานใหม่ของ so::on dry flower
จับมือ b.o.r.e.d และ duck unit
จะจัดงานแสดงดนตรี + visual
เราเรียกมันว่า site specific performance
ดีใจ… มีงานให้ทำแล้ว
(พูดเหมือนว่างโนะ)
ตอนนี้กำลังเตรียมแผน PR อยู่
งานนี้น่าสนุก เพราะมีทีมช่วยกัน ไม่แฮ่ก เท่าคราวที่แล้ว
ได้วันแล้ว.. เป็นวันที่ 31 มีนานี้
รายชื่อนักดนตรีก็คึกคัก confirm แล้ว…
ดีใจที่มาได้กันหมด
ทั้ง The Observatory : Singapore
Furniture : Malaysia
และ Assajan Jakgawan กับ Desktop Error ของเรา
:)
มีน้องที่รู้จักกันบอกว่า… ไม่รู้จักเลยอ่ะ…
ซักกะวงเดียว…แนวพี่ยาเนี่ย
5555
ก็คราวที่แล้วที่เอา CD ไปวางขายเล่นๆที่งานสารกระตุ้น
ก็ดีใจแทบแย่ที่มีน้องคนนึงเดินมา
แล้วร้องขึ้นมาว่า “เฮ้ย…มีด้วยเหรอ…cd ของ so::on”
ดีใจ T-T นำ้ตาแทบไหล
มีคนรู้จักเราโด้ยย
:)
…..
ตอนนี้อยากทำงานให้มันยุ่งๆ
ให้มันกลบเรื่องหัวใจที่มันค้างคา
จะได้ไม่ต้องมีเวลามาคิดมาก
ให้มันเหนื่อยใจ
…..
- นอกเรื่อง -
อื้อ.. อ่าน DDT เล่มใหม่… ก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าทำไมไม่มีรูปพี่นิ่มหว่า
มองหาอยู่นาน
ตกสำรวจซะงั้น…
ยาว่าจะขอเสนอ so::on dry flower ขึ้นปกแฟชั่น nerdๆ
บนDDTอยู่แล้วเชียว
:P