Alone and Lonely

August 26, 2007

ตลอดมาเคยคิดว่า Alone ไม่ได้มีความหมายอะไรกับคำว่า Lonely เท่าไหร่นัก
เพราะส่วนใหญ่ที่รู้สึก Lonely เหงาหงอย มักจะเป็นเหตุการณ์ในชีวิต
ตอนที่อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่กลับรู้สึกว่าไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องอะไรกับเราเลย
เหมือนกับว่าเราไม่ได้มีตัวตน หรือมันไม่ได้สำคัญเลยว่าตรงนั้นมันคือเราหรือเปล่า
เวลาแบบนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่า เออ นี่คือ “เหงา” ในแบบของเราล่ะ

ถึงช่วงนี้ของชีวิต เรากลับกลัวการอยู่คนเดียว
Alone เปล่าเปลี่ยว ในด้านจิตใจ
ความรู้สึกตอนนี้ ที่ว่า ชีวิตเป็นของเราคนเดียวว่ะ
มีแต่เราเท่านั้นที่จะพามันไปข้างหน้า
และมีแต่เราเท่านั้นที่เราต้องคิดถึงเพื่อจะพามันไปต่อ
มันทำให้รู้สึกเหงาขึ้นมาจับใจ
เหมือนมันเคว้งๆ ไม่มีอะไรให้คว้าไว้ หรือให้เราคิดถึง นอกเหนือไปจากตัวเอง

ความที่อยู่ต่างที่ และอาจจะเป็นเพราะสถานการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนไป
ทำให้เราอ่อนแอได้อย่างไม่น่าเชื่อ
ความเชื่อมั่นว่าเราทำได้ มันน้อยเหลือเกิน
และที่แย่กว่านั้นคือความคิดที่อยากจะทำมันก็ไม่กระตือรือร้นเอาเสียเลย

สิ่งที่เราโพล่งออกมาในวันที่เหมือนจะรับมันไม่ไหว ว่า
“ไม่รู้แล้วว่าความสุขของยาอยู่ที่ไหน”
มันทำให้เราตกใจเหมือนกันว่า เออ ทำไมเราถึงรู้สึกเศร้ากับชีวิตถึงขนาดนั้น
ทั้งๆที่แต่ก่อนก็ดูจะมีความสุขตามอัตภาพ ได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เราก็อุ่นในใจแล้ว
หรือว่าเราทำให้ชีวิตเรายากไปเองโดยใช่เหตุ? มันก็น่าคิด

ตอนนี้ก็เหมือนอยู่ในช่วงฟื้นฟูจิตใจ
พยายามนั่งคิดอยู่ว่า เราทำอะไรอยู่ แล้วเราจะทำยังไงต่อกับชีวิต
พยามคิดอยู่ว่า กลับมาอยู่คนเดียว และชีวิตคนเดียวมันเคยเป็นสุขยังไง

ไม่อยาก Alone and Lonely แล้ววว…
อยากมีชีวิต Alone but Happy เสียทีน๊าเรา
:)

2 Responses to “Alone and Lonely”

  1. wlb Says:

    “ไม่กระตือรือร้นเอาเสียเลย”
    คำนี้น่าจะเกิดตอนสามสิบ อีกสักสามสี่ปีเถอะน่า นะ :]

    จะบอกว่าได้มาอ่านครั้งแรกๆ เมื่อหลายเดือนก่อน
    แต่ก็ไม่คิดจะตอบอะไรกลับไปเพราะเหตุผลที่ไม่มีตัวหนังสือประกอบ
    ใช่.. อะไรหลายๆ อย่างก็ค้ำคอทั้งทิฐิมานะเอย ทั้งฟอร์มเฟิร์มต่อมิอะไรเอย
    ได้แต่มาแอบอ่านด้วยใจระทึก 555
    แล้วเจ้าของบล็อกก็หายไปชาตินึงไม่อัพอะไรอีกเลย จนกระทั่งเมื่อวาน

    นึกข้อความต่อไปนี้ไว้นานนนนน มากแล้ว ตั้งแต่วันแรกที่เปิดเจอที่นี่
    แต่ไม่โพสท์เพราะอยากได้คำตอบแบบมั่นใจ
    และไม่ต้องติดค้างอะไรใครเสียก่อน
    จึงจะค่อยมาเล่าให้ฟัง

    อยากจะบอกว่า เมื่อเร็วๆ นี้เอง ที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างน่าทึ่ง
    (ในแบบที่เราคิดว่ามันเป็น) นั่นคือ ได้มีโอกาสมานั่งอยู่ในวงล้อมของคำว่า
    “คนรักกัน” แต่ยัง… นั่นยังไม่น่าทึ่งพอหรอกนะ เพราะตรงที่น่าทึ่งน่ะ คือ
    การที่รู้สึกว่าได้ไปนั่งอยู่ในที่นั่งอีกที่หนึ่ง ซึ่งเคยเป็นที่ๆ คุณเป็นฝ่ายนั่ง
    และอีกคนนึงกลายมาเป็นผมเอง ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

    จากความสัมพันธ์นั้นทำให้ได้เรียนรู้ว่าการเรียกร้องจากอีกฝ่ายนั่นน่ะ มันเป็นเรื่องโหดร้ายขนาดไหน
    ได้เรียนรู้ว่ายิ่งเขาเข้าใกล้ เราก็จะยิ่งวิ่งหนีเขา นั่นเป็นเพราะความปรารถนาที่จะให้ระยะห่างมันคงที่
    เพราะนั่นคือระยะที่น่าจะกำลังสบายสำหรับคนทั้งสองในแบบที่เราคิด และยังมีความหวังว่าเขาจะเข้าใจมันได้สักวัน
    ได้เรียนรู้ว่ามาตรฐานของคนเราเปลี่ยนกันได้ เพียงแต่ถ้าอีกคนยังไม่คิดจะเปลี่ยน อีกฝ่ายที่คิดอย่างนั้นก็ป่วยการ
    ได้รู้ว่าการใช้เวลาหมดเปลืองไปกับการถือโทรศัพท์เงียบๆ นานๆ บางทีก็โรแมนติกกว่าการได้ฟังเรื่องงานจากอีกฝ่าย
    ได้เรียนรู้ว่ากว่าจะรู้ว่าไม่ใช่ มันต้องได้นั่งคุยกันก่อน อัตตาที่เหลือในประโยคคำพูดเหล่านั้นจะช่วยบอกเราให้เองว่า เราพอจะรับส่วนที่เหลือของคนๆ นี้ได้หรือเปล่า
    ได้เรียนรู้ว่าการเป็นคนวางโทรศัพท์ยากนั้นทำให้เราใช้ชีวิตได้ลำบากจริงๆ
    และ ฯลฯ

    สุดท้ายอยากเล่าให้ฟังว่า หลังจากได้มานั่งฝั่งนี้ ได้มาเป็นฝ่ายถูกจัดระเบียบและเรียกร้องต่างๆ
    ทำให้รู้สึกได้จริงๆ ว่าช่วงเวลาก่อนหน้านี้ที่เราวิ่งผ่านกันไปนั่น มันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ผมควรรู้
    แต่มองไม่เห็นเพราะไม่เคยมีโอกาสใส่รองเท้าอีกคู่นึงดูเท่านั้นเอง
    ใส่เพื่อจะได้รู้ว่าอย่าทำไง…

    อนึ่ง รองเท้าสีขาวขณะนี้ดำมากๆและมีรูโบ๋อยู่ที่ส้นรองเท้า แต่ไม่เหม็นจัด ยังใส่ได้ดี

    สุดท้ายนี้หวังว่าคุณจะกระชุ่มกระชวยขึ้นในเร็ววัน ชีวิตมันก็เท่านี้
    ไม่มีอะไรผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้ามันก็ไม่น่าผิดอะไรนัก ในเมื่ออยากทำแค่สูดลมหายใจเข้า
    กินทาโก้อร่อยๆ ที่ร้านของพี่เม็กตัวจริง ดื่มไวตามินวอเทอร์กับคริสปี้ครีมรุ่นเคลือบเกล็ดน้ำตาล
    แล้วก็รู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องไปฟิตเนสเพื่ออะไรสักอย่าง (55) หรือจะต้องเรียนรู้บทเรียนต่างๆ จากคนรอบข้างแต่ละคน ว่าเราเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมสำหรับใครหรือสังคมไหน อย่างไร ไม่ว่าจะต้องหกล้มเข่าถลอกหัวปูดอีกสักหน่อย หรือจะต้องเศร้าน้ำตาไหลอีกกี่ครั้งก็ตาม

    ถ้าบังเอิญว่าการได้ค้นพบเหล่านี้กลับกลายเป็นความสุขของเรา
    มันก็ยังเป็นของมันอย่างนั้นแหละยา

    ขาดคนเฮด้วยละเซ่ :] อิอิ

    อย่างไรก็ตาม… Q.E.D

    สวัสดีครับ :P

  2. yavised Says:

    ^
    ^
    ^
    ตกใจ… ไม่รู้ว่ามีใครมาแอบอ่านด้วยน๊า
    อย่างไรก็ดี สวัสดีนะคะ แล้วก็ขอบคุณที่ลดฟอร์มลงไปได้แล้ว
    5555
    ไม่งั้นคงไม่ได้รู้อะไรอย่างนี้ไปตลอด

    :)

    ก็ใช้ชีวิตไปตามอัตภาพน่ะคุณ ทำตัวเหมือนป้าแก่ๆอย่างเคย
    อาจจะเป๋ไปบ้าง แต่คิดว่า เดี๋ยวป้าก็กลับมายืนบนไม้เท้าได้อีกที

    ขอบคุณเน้อ ที่เป็นห่วง (ใช่รึเปล่า?)
    :)

    ป.ล. รองเท้าขาวกรุณาซักบ้างก็จะเป็นพระคุณ – สงสารคนนั่งรถเมล์คนข้างๆบ้างนะคุณ
    :P


Leave a Reply